ทำอย่างไรเมื่อเกิดอาการใจสั่น

ทำอย่างไรเมื่อเกิดอาการใจสั่น ข้อมูลสุขภาพทั้งหมด สาเหตุของอาการใจสั่นมีดังนี้ – อารมณ์ที่มีความรุนแรงมาก เช่น วิตกกังวล หวาดกลัว เคร่งเครียด เป็นต้น– การออกกำลังกายหรือใช้กำลังในการทำกิจกรรมมากกว่าปกติ– สารที่มีฤทธิ์กระตุ้นการเต้นของหัวใจบางอย่าง เช่นคาเฟอีน นิโคติน แอลกอฮอล์ หรือสารเสพติดบางประเภทเช่น โคเคนหรือแอมเฟตามีน เป็นต้น– โรคหรือภาวะความเจ็บป่วยบางชนิด เช่นโรคไทรอยด์เป็นพิษ ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าปกติ ภาวะโลหิตจาง ความดันโลหิตต่ำ มีไข้และขาดสารน้ำในร่างกาย– ความแปรปรวนของระดับฮอร์โมนในบางสภาวะเช่น ในขณะตั้งครรภ์ ขณะกำลังมีประจำเดือน หรือวัยใกล้หมดประจำเดือน เป็นต้น– ยารักษาโรคบางชนิด เช่น ยาลดน้ำมูก ยาพ่นหรือยารับประทานเพื่อขยายหลอดลม ยาลดความอ้วน เป็นต้น– พืชสมุนไพรและวิตามินบำรุงบางอย่าง– ระดับเกลือแร่บางชนิดในร่างกายมีความผิดปกติ ทำอย่างไรเมื่อเกิดอาการใจสั่น อาการใจสั่น  เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการเต้นของหัวใจที่แรงหรือเร็วกว่าปกติ ซึ่งหัวใจอาจจะเต้นเป็นจังหวะปกติหรือผิดปกติก็ได้ โดยปกติแล้วเรามักไม่รู้สึกถึงการเต้นของหัวใจ แต่ในบางครั้งที่หัวใจเต้นแรงหรือเร็วมาก อาจทำให้เกิดอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก หอบเหนื่อย หรือเวียนศีรษะจนอาจส่งผลให้เกิดการหน้ามืดหรือหมดสติและอาจรุนแรงจนมีผลต่อความดันโลหิตได้    อาการใจสั่น  นั้นอาจสร้างความรบกวนหรือตกใจต่อเราได้ แต่โดยทั่วไปนั้นอาการใจสั่นมักจะไม่รุนแรงถึงขั้นเป็นอันตรายและมักหายเองได้เป็นปกติ โดยเฉพาะในกลุ่มที่สัมพันธ์กับภาวะบางอย่างเช่นเครียดหรือวิตกกังวล หรือได้รับสารกระตุ้นบางชนิดเช่นคาเฟอีน นิโคติน แอลกอฮอร์…

เวียนศีรษะบ้านหมุน

เวียนศีรษะบ้านหมุน ข้อมูลสุขภาพทั้งหมด ผมขอยกตัวอย่างโรคที่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะจนบ้านหมุน ที่พบบ่อยๆ ให้พอผ่านตากันนะครับ • โรคเวียนศีรษะขณะเปลี่ยนท่าทาง (benign paroxysmal positioning vertigo: BPPV) เป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนที่พบได้บ่อยที่สุด โรคนี้เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของหูชั้นใน จึงพบมากในผู้สูงอายุ อาการเฉพาะของโรคนี้คือ อาการเวียนศีรษะบ้านหมุนที่เกิดขึ้นทันทีทันใดในขณะเปลี่ยนท่าทางของศีรษะ เช่น ระหว่างกำลังล้มตัวลงนอนหรือลุกจากที่นอน เงยหน้า ก้มหยิบของ เป็นต้น อาการมักจะเป็นระยะเวลาสั้นๆ เป็นแค่ช่วงวินาทีที่ขยับศีรษะ แล้วอาการจะค่อยๆ หายไป• โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s disease) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของหูชั้นใน โดยยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่พบว่าอาการของโรคเป็นผลจากความผิดปกติของน้ำที่อยู่ภายในหูชั้นใน ซึ่งทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการเวียนศีรษะแบบรู้สึกหมุนอย่างรุนแรง ร่วมกับมีอาการคลื่นไส้อาเจียน  อาการเวียนศีรษะที่เกิดจากโรคนี้อาจนานเป็นนาทีจนถึงหลายชั่วโมง ซึ่งในระหว่างที่เกิดอาการ ผู้ป่วยควรอยู่นิ่งๆ ไม่ขยับศีรษะ เพราะอาจทำให้มีอาการเวียนศีรษะเพิ่มขึ้นได้ นอกจากนี้ผู้ป่วยยังอาจมีการได้ยินลดลงและมีเสียงดังในหูได้ด้วย• โรคอื่นๆ เช่น โรคเนื้องอกของประสาทการทรงตัวหรือเส้นประสาทการได้ยิน (acoustic neuroma) ,การอักเสบของหูชั้นใน (labyrinthitis),เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ (vertebra-basilar insufficiency) เป็นต้น   เวียนศีรษะบ้านหมุน หลายคนคงเคยมีประสบการณ์เวียนศีรษะจนบ้านหมุนมาบ้างไม่มากก็น้อย แต่แทบทุกคนที่เคยมีอาการนี้ คงจดจำประสบการณ์นั้นได้ไม่รู้ลืม…

ปวดศีรษะเฉียบพลัน

ปวดศีรษะเฉียบพลัน ข้อมูลสุขภาพทั้งหมด ปวดศีรษะเฉียบพลัน เกือบทุกคนคงเคยมีประสบการณ์ปวดศีรษะเฉียบพลันกันมาบ้างแล้วนะครับ อาการของแต่ละคนอาจมีความรุนแรงแตกต่างกันตามสาเหตุ แต่แทบทุกคนล้วนมีความกังวลใจกันอยู่ไม่น้อยเวลาเกิดอาการเช่นนี้ เช่น อะไรเป็นสาเหตุของอาการปวดศีรษะของเรากันแน่? มีอะไรเกิดกับสมองของเราหรือเปล่า? เราต้องไปหาหมอหรือเปล่านะ หรือลองรับประทานยาแก้ปวด แล้วดูอาการก่อนดี? เมื่อไหร่ต้องรีบไปโรงพยาบาลโดยด่วน? เราจะรับมือกับอาการปวดศีรษะเฉียบพลันอย่างไร ติดตามอ่านได้เลยครับ   อาการปวดศีรษะ เป็นอาการที่พบบ่อยมากทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดย 2 ใน 3 ของเด็กทั้งหมด และ 9 ใน 10 ของผู้ใหญ่ทั้งหมด ล้วนเคยมีอาการปวดศีรษะ โดยที่ผู้หญิงและผู้ชายมีโอกาสเกิดอาการนี้ได้เท่าๆกัน สาเหตุของอาการปวดศีรษะนั้นแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ1.อาการปวดศีรษะปฐมภูมิ (Primary headache) อาการปวดศีรษะทุติยภูมิ (Secondary headache) และอาการปวดศีรษะจากเส้นประสาทและอื่นๆ (Cranial neuralgias, central and primary facial pain and other headaches)1.อาการปวดศีรษะปฐมภูมิ (Primary headache) คือ อาการปวดศีรษะซึ่งเกิดขึ้นเอง โดยสาเหตุที่แท้จริงของอาการปวดศีรษะปฐมภูมิยังไม่แน่ชัด ยกตัวอย่างอาการปวดศีรษะในกลุ่มนี้เช่น โรคปวดศีรษะจากเครียด…

ยามฉุกเฉิน : รู้จักและรับมือกับโรคอัมพาต (Stroke)

ยามฉุกเฉิน : รู้จักและรับมือกับโรคอัมพาต (Stroke) ข้อมูลสุขภาพทั้งหมด โรคอัมพาต(Stroke)คืออะไร? โรคอัมพาต หรือโรคหลอดเลือดสมอง (stroke) คือ ภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากมีการตีบตันหรือแตกของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ส่งผลให้เซลล์สมองขาดเลือดไปเลี้ยงอย่างเพียงพอ ซึ่งทำให้การทำงานของสมองต้องหยุดชะงักและส่งผลให้เกิดอาการต่างๆตามมา ตามแต่ตำแหน่งหน้าที่ของสมองในส่วนที่ขาดเลือดนั้นทำงานอยู่ สาเหตุของโรคอัมพาตคืออะไร?ความผิดปกติของหลอดเลือดสมองที่ทำให้สมองขาดเลือด แบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (ischemic stroke) เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เกิดโรคอัมพาตหรือโรคหลอดเลือดสมอง พบได้ประมาณ 80% โดยเกิดจากลิ่มเลือดที่อุดตันในหลอดเลือดสมอง โดยสาเหตุอาจเกิดจากการสะสมของไขมันในหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบแคบ มีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพในการลำเลียงเลือดลดลง เป็นต้นหลอดเลือดสมองปริแตกหรือฉีกขาด (hemorrhagic stroke) พบได้ประมาณ 20% ของโรคหลอดเลือดสมอง เกิดจากหลอดเลือดมีความเปราะบาง อาจเกิดร่วมกับภาวะความดันโลหิตสูง ทำให้บริเวณที่เปราะบางนั้นโป่งพองและแตกออก หรืออาจเกิดจากหลอดเลือดเสียความยืดหยุ่นจากการสะสมของไขมันในหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดปริแตกได้ง่าย ซึ่งทำให้ปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงสมองลดลงอย่างฉับพลันและทำให้เกิดเลือดออกในสมอง ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคหลอดเลือดสมองคืออะไร?• ความดันโลหิตสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงที่ควบคุมได้ไม่ดีมีโอกาสเป็นโรคอัมพาตได้มากกว่าคนปกติ• เบาหวาน เป็นสาเหตุที่ทำให้หลอดเลือดขาดความยืดหยุ่น และมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าคนปกติ 2-3 เท่า• ไขมันในเลือดสูง เป็นความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองเช่นเดียวกับโรคหลอดเลือดหัวใจ คือ มีไขมันสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือด• โรคหัวใจ เช่น โรคลิ้นหัวใจผิดปกติ…

​โซเดียม เค็ม…อันตราย!

โซเดียม เค็ม…อันตราย! ข้อมูลสุขภาพทั้งหมด โซเดียม เค็ม…อันตราย! โซเดียม คือ สารอาหารชนิดหนึ่งที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ทำหน้าที่รักษาสมดุลน้ำในร่างกาย ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ และช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วร่างกายต้องการโซเดียมประมาณ 1,500 มิลลิกรัมต่อวันเท่านั้น และปริมาณโซเดียมสูงสุดที่ร่างกายสามารถรับได้โดยไม่เกิดผลเสียนั้นอยู่ที่ 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ​ แต่ในความเป็นจริงนั้นพบว่ามีคนไทยจำนวนมากที่ได้รับโซเดียมเกินความต้องการของร่างกาย โดยสถานการณ์การบริโภคเกลือของประเทศไทย จากข้อมูลวิจัยเรื่องการบริโภคเกลือโซเดียมในประชากรไทย โดยสำนักโรค ไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค ในปี 2550 ซึ่งทำการตรวจ ปริมาณโซเดียมในปัสสาวะจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 200 ตัวอย่าง พบว่าได้รับโซเดียมเฉลี่ย 128.50 มิลลิกรัมต่อวัน หรือ 6,355 มิลลิกรัมต่อวัน และข้อมูลการสำรวจปริมาณการบริโภคเกลือแกงของประเทศไทย โดยกองโภชนาการ กรมอนามัย  แหล่งที่มาและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับอาหารที่มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบโดยทั่วไปเมื่อกล่าวถึงอาหารที่มี “เกลือ”เป็นส่วนประกอบ คนส่วนใหญ่จะนึกถึงเกลือแกง (salt) ที่ใช้ ในการปรุงแต่งรสอาหารให้มีความเค็ม แต่ในทางวิทยาศาสตร์ “เกลือ” คือสารประกอบทางเคมีที่เรียกว่า “โซเดียมคลอไรด์ (sodium chloride)” คำว่าเกลือและโซเดียมจึงมัก ใช้แทนซึ่งกันและกัน จนทำให้คิดว่า เกลือกับโซเดียมคือสารเดียวกัน…