Header

"รักลูกต้องรีบป้อง : ทำไมวัคซีน HPV ถึงควรฉีดตั้งแต่เด็ก? (ก่อนสายเกินไป)"

27 พฤษภาคม 2569

พญ. ศันสนีย์ พยันตา

"รักลูกต้องรีบป้อง : ทำไมวัคซีน HPV ถึงควรฉีดตั้งแต่เด็ก? (ก่อนสายเกินไป)"

คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจยังเข้าใจผิดว่า "วัคซีน HPV (Human Papillomavirus)" เป็นเรื่องของวัยผู้ใหญ่ หรือเรื่องของคนที่มีเพศสัมพันธ์แล้วเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง "การเริ่มฉีดให้เด็ก" คือช่วงเวลาที่ดีที่สุด เพราะเป็นช่วงเวลาที่ มีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันมะเร็งปากมดลูก และโรคอื่นๆ ที่เกิดจากเชื้อ HPV

โรคที่เกิดจาก HPV (แยกตามสายพันธุ์)

  • กลุ่มสายพันธุ์เสี่ยงสูง (High‐risk) เช่น สายพันธุ์ 16, 18 : ก่อให้เกิด มะเร็ง (มะเร็งปากมดลูก, มะเร็งทวารหนัก, มะเร็งช่องคลอด, มะเร็งช่องปากและลำคอ, มะเร็งอวัยวะเพศชาย, มะเร็งช่องคลอด และมะเร็งปากช่องคลอด)
  • กลุ่มสายพันธุ์เสี่ยงต่ำ (Low‐risk) เช่น สายพันธุ์ 6, 11 : ไม่ก่อให้เกิดมะเร็ง แต่ทำให้เกิด โรคหูดหงอนไก่ บริเวณอวัยวะเพศและทวารหนัก

เหตุผลสำคัญที่ทางการแพทย์แนะนำให้ฉีดตั้งแต่เด็ก (เริ่มได้ตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไป) มี 3 ข้อหลักๆ ดังนี้

  1. ร่างกายกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีกว่า (Immune Response)
    • ในวัยเด็ก (อายุ 9‐14 ปี) ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะตอบสนองต่อวัคซีนได้ดีมาก ทำให้ฉีดเพียง 2 เข็ม ก็ได้ระดับภูมิคุ้มกันที่สูงและเพียงพอในการป้องกันโรค ในขณะที่หากมาฉีดตอนอายุ 15 ปีขึ้นไป ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันได้น้อยลง จึงจำเป็นต้องฉีดถึง 3 เข็ม เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพเท่ากัน
  2. ป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อครั้งแรก
    • วัคซีน HPV เป็นวัคซีนเชิงป้องกัน (Prophylactic) ซึ่งจะได้ผลดีที่สุดเมื่อร่างกายยังไม่เคยได้รับเชื้อ HPV มาก่อน การฉีดในวัยเด็กจึงช่วยสร้างเกราะป้องกันล่วงหน้า ก่อนที่จะมีการสัมผัสเชื้อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ในอนาคต
  3. ภูมิคุ้มกันอยู่ได้ยาวนาน ไม่ต้องฉีดกระตุ้นซ้ำ
    • จากข้อมูลการศึกษาติดตามผลในปัจจุบัน (ยาวนานกว่า 14‐18 ปี) พบว่า ระดับภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นหลังฉีดครบโดสในวัยเด็กยังคงแข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดรอยโรคก่อนมะเร็ง (Pre‐cancerous lesions) ได้ในระยะยาว โดยที่ยังไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ว่าจำเป็นต้องฉีดเข็มกระตุ้น (Booster dose) ซ้ำเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่

ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ปกครอง :

  • เกณฑ์การฉีด (อายุ 9‐14 ปี) : ฉีด 2 เข็ม (ระยะห่าง 0 และ 6‐12 เดือน)
  • เกณฑ์การฉีด (อายุ 15 ปีขึ้นไป) : ฉีด 3 เข็ม (ระยะห่าง 0, 1‐2, และ 6 เดือน)
  • ประโยชน์เสริม : นอกเหนือจากมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิงแล้ว การฉีดวัคซีน HPV ในเด็กผู้ชายยังช่วยป้องกันมะเร็งทวารหนัก มะเร็งในช่องปากและลำคอ รวมถึงโรคหูดหงอนไก่ได้ดีอีกด้วย

สรุปความต่างของวัคซีนแต่ละรุ่น (เลือกใช้ให้เหมาะ)

ปัจจุบัน วัคซีน HPV ที่ใช้กันอยู่หลักๆ มี 3 แบบ โดยแบ่งง่ายๆ ตาม "จำนวนสายพันธุ์" ของเชื้อไวรัสที่วัคซีนตัวนั้นสามารถเข้าไปสกัดกั้นได้ ยิ่งจำนวนสายพันธุ์เยอะ ก็ยิ่งสร้างโล่ป้องกันได้กว้างขวางขึ้น ดังนี้

  1. แบบ 2 สายพันธุ์ (Bivalent)
    • สายพันธุ์ที่ป้องกัน : 16 และ 18
    • ป้องกันโรคอะไรได้บ้าง : เน้นป้องกัน มะเร็งปากมดลูก เป็นหลัก (ป้องกันได้ประมาณ 70%) รวมถึงมะเร็งช่องคลอดและมะเร็งทวารหนัก
    • เหมาะสำหรับ : ผู้หญิง
  2. แบบ 4 สายพันธุ์ (Quadrivalent)
    • สายพันธุ์ที่ป้องกัน : 6, 11, 16 และ 18
    • ป้องกันโรคอะไรได้บ้าง : ป้องกันได้ทั้ง มะเร็ง (จากสายพันธุ์ 16, 18) และป้องกัน โรคหูดหงอนไก่ (จากสายพันธุ์ 6, 11 ซึ่งเป็นตัวการหลักที่ทำให้เกิดหูด)
    • เหมาะสำหรับ : ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เป็นรุ่นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในโครงการฉีดวัคซีนขั้นพื้นฐาน
  3. แบบ 9 สายพันธุ์ (Nonavalent)
    • สายพันธุ์ที่ป้องกัน : 6, 11, 16, 18, 31, 33, 45, 52 และ 58 (เพิ่มจากรุ่นเดิมมาอีก 5 สายพันธุ์)
    • ป้องกันโรคอะไรได้บ้าง : ป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้สูงถึง 90% และเพิ่มการปกป้องจากมะเร็งอวัยวะเพศ มะเร็งทวารหนัก มะเร็งช่องปากและลำคอ รวมถึงหูดหงอนไก่ได้ครอบคลุมที่สุด
    • เหมาะสำหรับ : ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดที่มีประสิทธิภาพและให้การปกป้องกว้างขวางที่สุดในปัจจุบัน

แม้ว่าการฉีดวัคซีนตั้งแต่เด็กจะลดความเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูกได้มากกว่า 80‐90% แต่เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ (อายุ 25‐30 ปีขึ้นไป) ก็ยังคงแนะนำให้เข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (เช่น Pap Smear หรือ HPV DNA Test) ควบคู่ไปด้วยตามรอบ เพื่อการดูแลสุขภาพเชิงรุกที่สมบูรณ์แบบค่ะ

การป้องกัน HPV : (เกราะ 2 ชั้น ป้องกันสมบูรณ์แบบ) การป้องกันที่ดีที่สุดคือการทำควบคู่กันทั้ง (ก่อนติดเชื้อ) และ (ตรวจจับให้ไว)

  • เกราะชั้นที่ 1 : การป้องกันปฐมภูมิ (Primary Prevention) = "ฉีดวัคซีน"
  • เกราะชั้นที่ 2 : การป้องกันทุติยภูมิ (Secondary Prevention) = "ตรวจคัดกรอง"

เจอไว รักษาหายขาด : หากตรวจพบรอยโรคตั้งแต่เนิ่นๆ แพทย์สามารถรักษาตัดเนื้อเยื่อส่วนที่ผิดปกติออกได้ทันที ก่อนที่มันจะพัฒนาไปเป็นมะเร็งขั้นรุนแรง



ศูนย์การรักษาที่เกี่ยวข้อง

แผนกกุมารเวช

สถานที่

เวลาทำการ

เบอร์ติดต่อ

แพทย์ประจำศูนย์
พญ. จิระภา แย้มสันต์

เวชปฏิบัติทั่วไป

พญ. อาภา ศรีนุติโสภาคย์

อนุสาขาอายุรศาสตร์โรคหัวใจ