Check-list ตรวจสุขภาพผู้หญิงแต่ละช่วงวัย ป้องกันไว้ก่อนสาย
การตรวจสุขภาพ ถือเป็นส่วนสำคัญของการดูแลสุขภาพผู้หญิงในทุกช่วงวัย การดูแลสุขภาพผู้หญิงแบ่งออกได้เป็น 3 ช่วงวัย คือ วัยรุ่น วัยเจริญพันธุ์ และวัยหมดประจำเดือน โดยในแต่ละช่วงวัย ผู้หญิงจะมีการเปลี่ยนแปลงตามอายุ ระดับฮอร์โมน พฤติกรรมการใช้ชีวิต และภาวะสุขภาพที่แตกต่างกัน การพัฒนาอาการและความเสี่ยงในการเกิดโรคจึงแตกต่างกันออกไปได้
ดังนั้น การตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอตามระยะเวลาที่แพทย์แนะนำ และการมาพบแพทย์ทันทีที่รู้สึกว่ามีอาการผิดปกติ สามารถช่วยป้องกันโรคหรือพบโรคตั้งแต่เนิ่นๆ ได้ เพิ่มโอกาสในการรักษา และลดความเสี่ยงของโรคร้ายแรงในระยะยาว
โรงพยาบาลพิษณุเวช พิจิตร ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพผู้หญิงแบบองค์รวม มีทีมแพทย์ผู้ชำนาญเฉพาะทางที่พร้อมให้คำแนะนำในการป้องกันโรค การวินิจฉัยและการดูแลรักษาผู้หญิงในทุกช่วงวัย โดยยึดตามแนวทางเวชปฏิบัติที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อให้การตรวจสุขภาพมีความเหมาะสมกับช่วงวัยและความเสี่ยงของแต่ละบุคคล
การดูแลสุขภาพในวัยรุ่น
วัยรุ่น หมายถึง ผู้หญิงที่เริ่มมีประจำเดือนไปจนถึงอายุไม่เกิน 20 ปี เป็นช่วงวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและอารมณ์หลายอย่างเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ผู้หญิงกลุ่มนี้มักไม่มีปัญหาโรคร้ายแรง เช่น เนื้องอกหรือโรคมะเร็ง การดูแลสุขภาพในระยะนี้จะช่วยวางรากฐานที่ดีในอนาคต
- ตรวจสุขภาพทั่วไป : ตรวจวัดความดันโลหิต, ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง และตรวจ BMI
- ตรวจสุขภาพช่องปากและฟัน
- ตรวจภาวะโลหิตจาง : วัยรุ่นผู้หญิงบางคนอาจมีภาวะโลหิตจาง จากประจำเดือนมามากผิดปกติได้
- ตรวจอัลตราซาวด์ประเมินมดลูกและรังไข่ โดยสูตินรีแพทย์ เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม ในวัยรุ่นที่มีอาการปวดท้องประจำเดือนมาก หรือปวดท้องประจำเดือนเพิ่มมากขึ้นทุกเดือน ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือมีภาวะขาดประจำเดือน มีอาการอื่นร่วมด้วย อย่างเป็นสิว หน้ามัน ขนดก เป็นต้น
- ตรวจสุขภาพผิวและฮอร์โมน หากมีสิวผิดปกติ หรือประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ
- ตรวจภายใน หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ปัจจุบันวัยรุ่นมีแนวโน้มการมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้น ทำให้มีโอกาสติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) มีโอกาสเกิดเซลล์ผิดปกติที่ปากมดลูกหรือเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ ดังนั้นในกลุ่มวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์หรือจะมีเพศสัมพันธ์ในอนาคต
- วัคซีนเอชพีวี ชนิด 9 สายพันธุ์ (Gardasil 9) ซึ่งป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ถึง 90% อย่างไรก็ตามการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ดีที่สุดคือการใช้ถุงยางอนามัย สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้หลายชนิด ตั้งแต่เอชไอวี ไวรัสตับอักเสบบี โรคหนองในแท้ โรคหนองในเทียม เป็นต้น
การตรวจที่แนะนำ
การรับวัคซีนป้องกันที่สำคัญ
การดูแลสุขภาพวัยเจริญพันธุ์
วัยเจริญพันธุ์ คือวัยที่ผู้หญิงมีอายุมากกว่า 20 ปีขึ้นไป จนถึงวัยหมดประจำเดือนหรืออายุเฉลี่ยประมาณ 50 ปี เป็นช่วงวัยที่ผู้หญิงมีการทำงานและความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น หรืออาจจะมีการวางแผนครอบครัว บางรายอาจวางแผนการมีบุตร ซึ่งช่วงนี้ร่างกายจะยังแข็งแรง แต่ก็เป็นวัยที่มักละเลยสุขภาพเพราะความเร่งรีบ และภาระงาน ดังนั้น ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วหรือมีเพศสัมพันธ์ ควรตรวจภายในอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อคัดกรองความผิดปกติของมดลูกและรังไข่
- ตรวจสุขภาพทั่วไป : ตรวจวัดความดันโลหิต, ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง และตรวจ BMI
- ตรวจเลือด ประเมินระดับน้ำตาลในเลือด และไขมันในเลือด
- ตรวจสุขภาพช่องปากและฟัน
- ตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำ และหากพบความผิดปกติ เช่น คลำได้ก้อน ควรรีบปรึกษาแพทย์
- ตรวจแมมโมแกรม (Mammogram) หญิงที่มีอายุระหว่าง 35‐39 ปีควรได้รับการตรวจแมมโมแกรมเพื่อตรวจดูว่ามีความผิดปกติของเต้านมหรือไม่ หญิงที่มีประวัติในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมควรได้รับการทำแมมโมแกรมโดยเริ่มทำตั้งแต่อายุเท่าที่ญาติใกล้ชิดสายตรง (แม่หรือพี่สาว) หญิงที่มีอายุระหว่าง 40‐49 ปีควรได้รับการทำแมมโมแกรมทุก 1‐2 ปี และหญิงที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปควรได้รับการทำแมมโมแกรมทุกปี
- ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Pap Smear หรือ ThinPrep) : อย่างน้อยทุก 1‐2 ปี
- ตรวจอัลตราซาวด์ประเมินมดลูกและรังไข่ โดยสูตินรีแพทย์ เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม ในรายที่มีอาการปวดท้องประจำเดือนมาก หรือปวดท้องประจำเดือนเพิ่มมากขึ้นทุกเดือน ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือมีภาวะขาดประจำเดือน มีอาการอื่นร่วมด้วย อย่างเป็นสิว หน้ามัน ขนดก ภาวะมีบุตรยาก คลำเจอก้อนที่ท้องน้อย เป็นต้น
- ตรวจฉีดสีท่อนำไข่ ในหญิงที่มีภาวะมีบุตรยาก เพื่อประเมินท่อนำไข่
- ตรวจภายใน หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ในรายที่มีตกขาวผิดปกติ ปวดท้องน้อย มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด เป็นต้น
- ตรวจโปรแกรมวางแผนก่อนตั้งครรภ์ สำหรับคู่แต่งงานหรือคู่รักที่วางแผนตั้งครรภ์ ควรปรึกษาสูตินรีแพทย์ เพื่อซักประวัติโรคประจำตัว ยาที่ใช้ประจำ ความสม่ำเสมอของประจำเดือน การคุมกำเนิด การตั้งครรภ์ครั้งก่อน ประวัติวัคซีน ตรวจร่างกายและตรวจเลือดประเมินความเสี่ยงโรคโลหิตจาง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ตรวจภูมิคุ้มกันโรคหัดเยอรมัน โรคอีสุกอีใส ไวรัสตับอักเสบบี เป็นต้น
- วัคซีนเอชพีวีชนิด 9 สายพันธุ์ (Gardasil 9) ซึ่งป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ถึง 90%
- วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ฉีดจำนวน 3 เข็ม ระยะเวลา ฉีดเข็มที่ 1 เว้นไว้ 1 เดือนถึงฉีดเข็มที่ 2 เว้นไว้ 6 เดือน กลับมาฉีดเข็ม 3
- วัคซีนคางทูม หัด หัดเยอรมัน สำหรับหญิงที่วางแผนตั้งครรภ์ และยังไม่เคยมีประวัติการได้รับวัคซีนหรือยังไม่มีภูมิคุ้มกันหัดเยอรมัน แนะนำให้ฉีดวัคซีน 1 เข็ม และควรฉีดก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 1 เดือน
- วัคซีนอีสุกอีใส สำหรับหญิงที่วางแผนตั้งครรภ์ ยังไม่เคยมีประวัติเป็นอีสุกอีใสหรือยังไม่มีภูมิคุ้มกันอีสุกอีใสแนะนำให้ฉีดจำนวนเข็ม 2 เข็มระยะเวลา ฉีดห่างกัน 1 เดือน ควรฉีดก่อนตั้งครรภ์ 2 เดือน
- วัคซีนป้องกันโรคจากเชื้อนิวโมคอคคัส ไม่แนะนำในหญิงที่ไม่มีโรคประจำตัวและความเสี่ยง แต่แนะนำให้หญิง อายุ 19‐45 ปีที่มีโรคประจำตัวหรือมีปัจจัยเสี่ยงหรือเป็นกลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องฉีด (PCV20 หรือ PCV 13/15 และตามด้วยชนิด PPSV23 อีก 1 เข็ม ห่างกัน 1 ปี หรืออย่างน้อย 8 สัปดาห์ในกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงหรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง)
การตรวจที่แนะนำ
การรับวัคซีนป้องกันที่สำคัญ
การดูแลสุขภาพวัยหมดประจำเดือน
วัยหมดประจำเดือนหรือวัยทอง เป็นวัยที่รังไข่หยุดทำงานหรือรังไข่หยุดผลิตฮอร์โมน ทำให้ประจำเดือนไม่มาและไม่สามารถมีลูกได้ วัยนี้ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง หรือมีการเสื่อมถอยของอวัยวะต่างๆ ระบบการทำงานช้าลง ทำให้มีความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังต่างๆ ดังนั้น จึงเป็นวัยแห่งการดูแลเพื่อให้สุขภาพดีในระยะยาว ควรตรวจเช็คสุขภาพอย่างละเอียดมากขึ้น เน้นการตรวจเพื่อป้องกันโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน หัวใจ และมะเร็งที่พบได้บ่อยในหญิงสูงอายุ
- ตรวจสุขภาพทั่วไป ได้แก่ ตรวจวัดความดันโลหิต, ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง และตรวจ BMI
- ตรวจเลือด ประเมินระดับน้ำตาล, ไขมัน, ไต และการทำงานของตับ
- ตรวจสมรรถภาพหัวใจ (EKG หรือ Stress Test) เพื่อประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจ
- ตรวจภาวะสมองเสื่อม โดยทำแบบประเมินความจำและสมรรถภาพสมอง
- ตรวจตา เพื่อหาภาวะต้อกระจก และต้อหิน
- ตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำ และหากพบความผิดปกติ เช่น คลำได้ก้อน ควรรีบปรึกษาแพทย์
- ตรวจแมมโมแกรม หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปควรได้รับการทำแมมโมแกรมทุกปี
- ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Pap Smear หรือ ThinPrep) : อย่างน้อยทุก 1‐2 ปี
- ตรวจอัลตราซาวด์ประเมินมดลูกและรังไข่ โดยสูตินรีแพทย์ เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม ในรายที่มีอาการเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดหลังวัยหมดประจำเดือน คลำเจอก้อนที่ท้องน้อย เป็นต้น
- ตรวจภายใน หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ในรายที่มีตกขาวผิดปกติ แสบร้อนช่องคลอด ช่องคลอดแห้ง ปวดท้องน้อย มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด คลำเจอก้อนที่ท้องน้อย มีก้อนยื่นทางช่องคลอด ช่องคลอดหย่อนและมดลูกหย่อน เป็นต้น
- ตรวจคัดกรองมะเร็งสำหรับผู้หญิง เช่น มะเร็งรังไข่ หากประจำเดือนหมดไปแล้วหนึ่งปีและมีเลือดกลับมาอีก ถือเป็นความผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติในโพรงมดลูกหรือรังไข่ได้
- ตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ สำหรับหญิงที่อายุ 50 ปีขึ้นไปควรตรวจ เช่น การตรวจหาเลือดในอุจจาระ (Fecal Occult Blood Test, FOBT) ปีละครั้ง, การตรวจด้วย Flexible Sigmoidoscopy ทุก 5 ปี, การตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) ทุก 10 ปี หรือการตรวจเอ๊กซเรย์คอมพิวเตอร์ลำไส้ใหญ่ (CT colonography) ทุก 5 ปี
- ตรวจส่องกล้องลำไส้ใหญ่โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สำหรับหญิงที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น มีประวัติเคยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือเคยตรวจพบติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่ หรือมีญาติลำดับแรกเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือ Advanced Adenoma ในขณะที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปีหรือมีญาติลำดับแรกอย่างน้อย 2 คนเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือ Advanced Adenoma โดยไม่คำนึงถึงอายุ หรือผู้ที่มี ประวัติครอบครัวเป็น Hereditary Colorectal Cancer เช่น Familial Adenomatous Polyposis หรือ Hereditary non‐Polyposis Colon Cancer หรือผู้ที่มีประวัติเป็นโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease)
- ตรวจวัดความหนาแน่นมวลกระดูก (Bone Mineral Density : BMD) เพื่อประเมินภาวะกระดูกบาง กระดูกพรุน เนื่องจากภาวะกระดูกพรุนมักพบได้ในวัยนี้
- วัคซีนป้องกันโรคงูสวัด (Zoster) แนะนำให้ฉีดเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป ฉีดจำนวน 2 เข็ม ห่างกัน 2 ถึง 6 เดือน
- วัคซีนป้องกันโรคจากเชื้อนิวโมคอคคัส (PCV20 หรือ PCV 13/15 และตามด้วยชนิด PPSV23 อีก 1 เข็ม ห่างกัน 1 ปีหรืออย่างน้อย 8 สัปดาห์ในกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงหรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง( แนะนำให้ฉีดเมื่ออายุ 65 ปีขึ้นไป
- วัคซีนป้องกันเชื้อไวรัส RSV โดยแนะนำให้ฉีดวัคซีนในผู้สูงวัย 1 เข็ม ตั้งแต่อายุ 75 ปี ขึ้นไป หรือตั้งแต่อายุ 60‐74 ปี ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสที่รุนแรง ตัวอย่างเช่น มีโรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคตับ หรือโรคไตเรื้อรัง
- วัคซีนรวมคอตีบ‐บาดทะยัก (dT) หรือวัคซีนรวมคอตีบ‐บาดทะยัก‐ไอกรน (Tdap) ควรกระตุ้นทุก 10 ปี
- วัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine) ทุก 1 ปี
การตรวจที่แนะนำ
การรับวัคซีนป้องกันที่สำคัญ
การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจสุขภาพ (ฉบับผู้หญิง)
หลังจากที่ได้ตัดสินใจจะเข้ารับการตรวจสุขภาพ เพื่อให้ผลการตรวจออกมาแม่นยำที่สุด หลังจากนัดหมายแพทย์เรียบร้อยแล้ว แนะนำให้ปฏิบัติตามข้อแนะนำดังนี้ค่ะ
- พักผ่อนให้เพียงพอ : นอนหลับอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนตรวจ เพื่อให้ความดันโลหิตและชีพจรอยู่ในเกณฑ์ปกติ
- งดน้ำและอาหาร (Fasting) : งดอย่างน้อย 8‐10 ชั่วโมง
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ : ควรงดอย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนตรวจ เพราะส่งผลต่อผลตรวจเลือด
- การแต่งกาย : ในวันตรวจควรสวมเสื้อผ้าที่ถอดง่าย เมื่อต้องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) หรือเอกซเรย์ ต้องถอดเครื่องประดับที่เป็นโลหะออกทุกชิ้น
- แจ้งประวัติสุขภาพ : หากมีโรคประจำตัว กินยาหรืออาหารเสริมเป็นประจำ หรือมีประวัติการรักษาที่อื่น ควรแจ้งให้แพทย์ทราบล่วงหน้า
- ช่วงมีประจำเดือน : ควรเลี่ยงการตรวจปัสสาวะและการตรวจภายใน (รวมถึง Mammogram) เพราะเลือดอาจปนเปื้อนในปัสสาวะ หรือหน้าอกมีความคัดตึงทำให้ผลคลาดเคลื่อนได้ (ควรตรวจหลังจากประจำเดือนหมดอย่างน้อย 7 วัน)
- หากสงสัยว่าตั้งครรภ์ : ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อหลีกเลี่ยงการเอกซเรย์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ได้
ข้อควรระวังพิเศษสำหรับผู้หญิง :
การตรวจสุขภาพในแต่ละช่วงวัยไม่ใช่เรื่องไกลตัวของผู้หญิง เพราะร่างกายของคนเราเปลี่ยนแปลงไปทุกปี ความเสี่ยงที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงวัยคือโจทย์ที่เราต้องเตรียมพร้อมรับมือ การตรวจเช็กเป็นประจำไม่เพียงแต่ช่วยให้เราพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ แต่ยังเป็น ″กุญแจสำคัญ″ ที่ช่วยให้คุณวางแผนการใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนในทุกบทบาทของผู้หญิง
ศูนย์การรักษาที่เกี่ยวข้อง
