“เมื่อความเหนื่อยและการพักผ่อนไม่เพียงพอ อาจไม่ใช่เรื่องเล็ก : บทเรียนสุขภาพหัวใจของคนวัยทำงาน”
เมื่อการพักผ่อนน้อยและความเจ็บป่วยเล็กน้อย อาจนำไปสู่การสูญเสียที่ไม่คาดคิด บทเรียนสำคัญของคนวัยทำงานที่ไม่ควรมองข้าม จากเหตุการณ์การสูญเสียบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเสียชีวิตอย่างกะทันหันในขณะพักผ่อน ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า สาเหตุเกิดจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันหรือไม่ แม้ในทางการแพทย์จะยังไม่สามารถสรุปสาเหตุที่แน่ชัดได้ แต่กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้กับ คนวัยทำงานที่ต้องรับผิดชอบสูง พักผ่อนน้อย และฝืนทำงานขณะเจ็บป่วย
ความเจ็บป่วยเล็กน้อย อาจไม่เล็ก หากร่างกายอ่อนแอ ภาวะท้องเสียอาจดูเป็นอาการทั่วไป แต่หากเกิดร่วมกับ
- การพักผ่อนไม่เพียงพอ
- การเข้าเวรดึก
- ภาวะร่างกายขาดน้ำและเสียสมดุลของเกลือแร่
อาจส่งผลให้ระบบไฟฟ้าหัวใจทำงานผิดปกติ และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้ แม้ในผู้ที่ดูแข็งแรงและไม่มีโรคประจำตัวมาก่อน
″ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน″ ภัยเงียบที่มาเยือนโดยไม่ตั้งตัว…?
เป็นภาวะที่หัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงและอาจทำให้เสียชีวิตฉับพลันขณะหลับ โดยมักไม่แสดงอาการล่วงหน้าอย่างชัดเจน ความน่ากลัวของโรคนี้ คือการเสียชีวิตแบบเฉียบพลัน ที่ผู้ตายไม่มีโอกาสรู้ตัวมาก่อนเลย ส่วนใหญ่พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะช่วงอายุ 25‐50 ปี ที่สุขภาพร่างกายแข็งแรง หรือไม่เคยเป็นโรคใดๆ มาก่อนก็ตาม
เช็กหน่อย ใครบ้างที่เสี่ยง..!!
- มีประวัติคนในครอบครัวเสียชีวิตเฉียบพลันก่อนวัยอันควร หรือมีประวัติโรคไหลตายในครอบครัว
- ผู้ที่เป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะตั้งแต่กำเนิด
- ผู้ที่พักผ่อนน้อย ทำงานหนักต่อเนื่อง
- ตรวจพบคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติชนิดบรูกาดา
- อายุ 25‐50 ปี ซึ่งส่วนมากจะเกิดกับผู้ชายในช่วงวัยทำงานหรือวัยกลางคนมากกว่าผู้หญิง
- เชื้อชาติ พบบ่อยในชาวเอเชีย โดยเฉพาะชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สัญญาณเตือนจากร่างกาย ที่ไม่ควรละเลย
- เป็นลมหมดสติโดยไม่ทราบสาเหตุ
- หัวใจเต้นเร็วมาก แขนขาเกร็ง ชัก
- ใจสั่น แน่นหน้าอก หัวใจเต้นผิดจังหวะ
- อึดอัด หายใจเสียงดัง หายใจลำบาก โดยเฉพาะเวลากลางคืน หรือบางครั้งมีการสะดุ้งตื่นกลางดึก
- อ่อนเพลียมากผิดปกติ แม้พักผ่อนแล้ว
- อาจมีปัสสาวะและอุจจาระราด
- ใบหน้าและริมฝีปากเขียวคล้ำ บางรายอาจมีการเสียชีวิตกะทันหัน
ส่วนมากผู้ที่เป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน มักจะเสียชีวิตฉับพลันขณะหลับในเวลากลางคืน โดยไม่ทันทราบว่า มีอาการผิดปกติเกิดขึ้น ดังนั้น หากมีอาการผิดปกติดังอาการข้างต้น แนะนำให้รีบเข้ามาปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของอาการผิดปกติดังกล่าว หรือหากมีอาการที่รุนแรงควรรีบตามรถพยาบาลและนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด
การตรวจวินิจฉัยทำอย่างไร..!!
อายุรแพทย์โรคหัวใจหรือแพทย์ผู้ชำนาญด้านไฟฟ้าหัวใจ จะทำการซักประวัติและการตรวจร่างกายเบื้องต้น พร้อมด้วยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เพื่อดูลักษณะคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่บ่งชี้กลุ่มอาการบรูกาดาหรือไม่ รวมถึงการตรวจพิเศษอื่นๆ เพิ่มเติมตามแพทย์พิจารณา ดังนี้
- การตรวจสมรรถภาพของหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test)
- การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiography) เพื่อตรวจดูโครงสร้างของหัวใจว่าปกติหรือไม่
- การตรวจทางสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ เป็นการตรวจระบบไฟฟ้าในหัวใจโดยการใส่สายเข้าไปตรวจภายในหัวใจ ในรายที่สงสัยว่ามีอาการบรูกาดา
- การติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกติดตัว (Holter Monitoring) ตลอด 24 ชม. เป็นการตรวจติดตามภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
- การตรวจทางพันธุกรรม (Genetic Testing) เพื่อดูการกลายพันธุ์ในสารพันธุกรรมที่บ่งชี้ความเสี่ยงในการเกิดโรคไหลตาย หรือหากผู้ที่มีอาการเสียชีวิตไปแล้ว แพทย์จะพิจารณาตรวจตามประวัติและความเสี่ยง
รักษาได้อย่างไร..!!
- การผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้า (Implantable Cardioverter Defibrillator : ICD) โดยฝังเครื่องไว้บริเวณหน้าอกด้านซ้าย เมื่อหัวใจเต้นผิดจังหวะ เครื่องจะส่งกระแสไฟฟ้าไปกระตุ้นให้หัวใจให้กลับมาเต้นเป็นปกติ
- การจี้หัวใจด้วยไฟฟ้าผ่านคลื่นเสียงความถี่สูง (Radiofrequency Ablation : RFA) โดยการใส่สายสวนหัวใจเข้าไปแล้วใช้ความร้อนจี้ตรงที่มีปัญหาเพื่อลดโอกาสการเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะ และยังเป็นการรักษาหัวใจเต้นผิดจังหวะโดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีแผลจากการผ่าตัด ไม่ต้องใช้ยาสลบและไม่เจ็บตัวขณะที่ทำการรักษา
- การใช้ยาเพื่อควบคุมการเต้นของหัวใจ ซึ่งขึ้นอยู่กับแพทย์เป็นผู้พิจารณา อาจใช้เป็นการรักษาเสริมหลังผู้ป่วยผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจแล้ว
ดูแลหัวใจวันนี้ เพื่อลดความเสี่ยงในวันข้างหน้า..!!
- หากเจ็บป่วย ควรพักผ่อนให้เพียงพอและหลีกเลี่ยงการโหมงาน
- ดื่มน้ำและทดแทนเกลือแร่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อมีอาการท้องเสีย
- ลดอาหารคาร์โบไฮเดรตสูง เช่น ข้าวเหนียว ของหวาน
- หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ บุหรี่ และการใช้ยานอนหลับโดยไม่จำเป็น
- ลดความเครียดจากการทำงาน เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมกระกันหัน
- ควรตรวจสุขภาพหัวใจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
งานอาจรอเราได้ แต่สุขภาพหัวใจ…รอไม่ได้ ทางโรงพยาบาลพิษณุเวช พิจิตร ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้สูญเสีย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้ จะเป็นอีกหนึ่งเสียงเตือนให้ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพของตนเองและคนที่รักมากยิ่งขึ้น เพราะในปัจจุบันโรคไหลตายยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ซึ่งส่วนมากมักจะเสียชีวิตแบบเฉียบพลันขณะหลับในเวลากลางคืนโดยที่ไม่เคยมีอาการผิดปกติใดๆ เตือนมาก่อน และคนรอบข้างไม่ทันรู้ตัว ดังนั้น การป้องกันที่ดีที่สุดก่อนการเกิดโรคไหลตายจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากคุณมีความเสี่ยง มีอาการที่น่าสงสัย หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคดังกล่าว ควรรีบเข้ามาปรึกษาแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจเพื่อตรวจวินิจฉัย ประเมินความเสี่ยงต่างๆ รวมไปถึงการรักษาที่เหมาะสม