Header

“เมื่อความเหนื่อยและการพักผ่อนไม่เพียงพอ อาจไม่ใช่เรื่องเล็ก : บทเรียนสุขภาพหัวใจของคนวัยทำงาน”

พญ. อาภา ศรีนุติโสภาคย์

เมื่อการพักผ่อนน้อยและความเจ็บป่วยเล็กน้อย อาจนำไปสู่การสูญเสียที่ไม่คาดคิด บทเรียนสำคัญของคนวัยทำงานที่ไม่ควรมองข้าม จากเหตุการณ์การสูญเสียบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเสียชีวิตอย่างกะทันหันในขณะพักผ่อน ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า สาเหตุเกิดจากภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันหรือไม่ แม้ในทางการแพทย์จะยังไม่สามารถสรุปสาเหตุที่แน่ชัดได้ แต่กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้กับ คนวัยทำงานที่ต้องรับผิดชอบสูง พักผ่อนน้อย และฝืนทำงานขณะเจ็บป่วย

ความเจ็บป่วยเล็กน้อย อาจไม่เล็ก หากร่างกายอ่อนแอ ภาวะท้องเสียอาจดูเป็นอาการทั่วไป แต่หากเกิดร่วมกับ

  • การพักผ่อนไม่เพียงพอ
  • การเข้าเวรดึก
  • ภาวะร่างกายขาดน้ำและเสียสมดุลของเกลือแร่

อาจส่งผลให้ระบบไฟฟ้าหัวใจทำงานผิดปกติ และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้ แม้ในผู้ที่ดูแข็งแรงและไม่มีโรคประจำตัวมาก่อน

″ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน″ ภัยเงียบที่มาเยือนโดยไม่ตั้งตัว…?

เป็นภาวะที่หัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงและอาจทำให้เสียชีวิตฉับพลันขณะหลับ โดยมักไม่แสดงอาการล่วงหน้าอย่างชัดเจน ความน่ากลัวของโรคนี้ คือการเสียชีวิตแบบเฉียบพลัน ที่ผู้ตายไม่มีโอกาสรู้ตัวมาก่อนเลย ส่วนใหญ่พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะช่วงอายุ 25‐50 ปี ที่สุขภาพร่างกายแข็งแรง หรือไม่เคยเป็นโรคใดๆ มาก่อนก็ตาม

เช็กหน่อย ใครบ้างที่เสี่ยง..!!

  • มีประวัติคนในครอบครัวเสียชีวิตเฉียบพลันก่อนวัยอันควร หรือมีประวัติโรคไหลตายในครอบครัว
  • ผู้ที่เป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะตั้งแต่กำเนิด
  • ผู้ที่พักผ่อนน้อย ทำงานหนักต่อเนื่อง
  • ตรวจพบคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติชนิดบรูกาดา
  • อายุ 25‐50 ปี ซึ่งส่วนมากจะเกิดกับผู้ชายในช่วงวัยทำงานหรือวัยกลางคนมากกว่าผู้หญิง
  • เชื้อชาติ พบบ่อยในชาวเอเชีย โดยเฉพาะชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สัญญาณเตือนจากร่างกาย ที่ไม่ควรละเลย

  • เป็นลมหมดสติโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • หัวใจเต้นเร็วมาก แขนขาเกร็ง ชัก
  • ใจสั่น แน่นหน้าอก หัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • อึดอัด หายใจเสียงดัง หายใจลำบาก โดยเฉพาะเวลากลางคืน หรือบางครั้งมีการสะดุ้งตื่นกลางดึก
  • อ่อนเพลียมากผิดปกติ แม้พักผ่อนแล้ว
  • อาจมีปัสสาวะและอุจจาระราด
  • ใบหน้าและริมฝีปากเขียวคล้ำ บางรายอาจมีการเสียชีวิตกะทันหัน

ส่วนมากผู้ที่เป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน มักจะเสียชีวิตฉับพลันขณะหลับในเวลากลางคืน โดยไม่ทันทราบว่า มีอาการผิดปกติเกิดขึ้น ดังนั้น หากมีอาการผิดปกติดังอาการข้างต้น แนะนำให้รีบเข้ามาปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของอาการผิดปกติดังกล่าว หรือหากมีอาการที่รุนแรงควรรีบตามรถพยาบาลและนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด

การตรวจวินิจฉัยทำอย่างไร..!!

อายุรแพทย์โรคหัวใจหรือแพทย์ผู้ชำนาญด้านไฟฟ้าหัวใจ จะทำการซักประวัติและการตรวจร่างกายเบื้องต้น พร้อมด้วยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เพื่อดูลักษณะคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่บ่งชี้กลุ่มอาการบรูกาดาหรือไม่ รวมถึงการตรวจพิเศษอื่นๆ เพิ่มเติมตามแพทย์พิจารณา ดังนี้

  • การตรวจสมรรถภาพของหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test)
  • การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiography) เพื่อตรวจดูโครงสร้างของหัวใจว่าปกติหรือไม่
  • การตรวจทางสรีรวิทยาไฟฟ้าหัวใจ เป็นการตรวจระบบไฟฟ้าในหัวใจโดยการใส่สายเข้าไปตรวจภายในหัวใจ ในรายที่สงสัยว่ามีอาการบรูกาดา
  • การติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกติดตัว (Holter Monitoring) ตลอด 24 ชม. เป็นการตรวจติดตามภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • การตรวจทางพันธุกรรม (Genetic Testing) เพื่อดูการกลายพันธุ์ในสารพันธุกรรมที่บ่งชี้ความเสี่ยงในการเกิดโรคไหลตาย หรือหากผู้ที่มีอาการเสียชีวิตไปแล้ว แพทย์จะพิจารณาตรวจตามประวัติและความเสี่ยง

รักษาได้อย่างไร..!!

  • การผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้า (Implantable Cardioverter Defibrillator : ICD) โดยฝังเครื่องไว้บริเวณหน้าอกด้านซ้าย เมื่อหัวใจเต้นผิดจังหวะ เครื่องจะส่งกระแสไฟฟ้าไปกระตุ้นให้หัวใจให้กลับมาเต้นเป็นปกติ
  • การจี้หัวใจด้วยไฟฟ้าผ่านคลื่นเสียงความถี่สูง (Radiofrequency Ablation : RFA) โดยการใส่สายสวนหัวใจเข้าไปแล้วใช้ความร้อนจี้ตรงที่มีปัญหาเพื่อลดโอกาสการเกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะ และยังเป็นการรักษาหัวใจเต้นผิดจังหวะโดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีแผลจากการผ่าตัด ไม่ต้องใช้ยาสลบและไม่เจ็บตัวขณะที่ทำการรักษา
  • การใช้ยาเพื่อควบคุมการเต้นของหัวใจ ซึ่งขึ้นอยู่กับแพทย์เป็นผู้พิจารณา อาจใช้เป็นการรักษาเสริมหลังผู้ป่วยผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นหัวใจแล้ว

ดูแลหัวใจวันนี้ เพื่อลดความเสี่ยงในวันข้างหน้า..!!

  • หากเจ็บป่วย ควรพักผ่อนให้เพียงพอและหลีกเลี่ยงการโหมงาน
  • ดื่มน้ำและทดแทนเกลือแร่ให้เหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อมีอาการท้องเสีย
  • ลดอาหารคาร์โบไฮเดรตสูง เช่น ข้าวเหนียว ของหวาน
  • หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ บุหรี่ และการใช้ยานอนหลับโดยไม่จำเป็น
  • ลดความเครียดจากการทำงาน เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมกระกันหัน
  • ควรตรวจสุขภาพหัวใจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

งานอาจรอเราได้ แต่สุขภาพหัวใจ…รอไม่ได้ ทางโรงพยาบาลพิษณุเวช พิจิตร ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้สูญเสีย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้ จะเป็นอีกหนึ่งเสียงเตือนให้ทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพของตนเองและคนที่รักมากยิ่งขึ้น เพราะในปัจจุบันโรคไหลตายยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ซึ่งส่วนมากมักจะเสียชีวิตแบบเฉียบพลันขณะหลับในเวลากลางคืนโดยที่ไม่เคยมีอาการผิดปกติใดๆ เตือนมาก่อน และคนรอบข้างไม่ทันรู้ตัว ดังนั้น การป้องกันที่ดีที่สุดก่อนการเกิดโรคไหลตายจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากคุณมีความเสี่ยง มีอาการที่น่าสงสัย หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคดังกล่าว ควรรีบเข้ามาปรึกษาแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจเพื่อตรวจวินิจฉัย ประเมินความเสี่ยงต่างๆ รวมไปถึงการรักษาที่เหมาะสม



แพทย์ประจำศูนย์
พญ. ภัทราพร เอี้ยงลี่

สูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา

นพ. ปีรติวัจน์ ปั้นเพ็ง

ศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์