"ซีสต์รังไข่ เรื่องเงียบๆ ที่ผู้หญิงไม่ควรมองข้าม"
เรื่องสุขภาพภายในของผู้หญิงเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจและไม่ควรถูกมองข้าม โดยเฉพาะ “ซีสต์รังไข่” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่หลายคนคิด จากสถิติพบว่า 15% ของหญิงไทยป่วยเป็น ″ซีสต์รังไข่″ ซึ่งพบได้บ่อยในผู้หญิงทุกช่วงวัย และหลายครั้งอาจเกิดขึ้นโดย ไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า รู้ตัวอีกครั้งเมื่อก้อนซีสต์มีขนาดใหญ่ แม้จะรักษาได้ ก็อาจเริ่มส่งผลกระทบต่อร่างกาย ประจำเดือน หรือแม้แต่ภาวะเจริญพันธุ์ การทำความเข้าใจสาเหตุ สัญญาณเตือน และแนวทางการตรวจรักษาที่เหมาะสม จึงเป็นกุญแจสำคัญในการดูแลสุขภาพของผู้หญิงอย่างรอบด้าน บทความนี้จะพาคุณผู้หญิงไปรู้จัก ซีสต์รังไข่ในมุมที่เข้าใจง่าย เพื่อให้คุณสามารถสังเกตตัวเองได้เร็ว วางแผนการดูแลได้ถูกต้อง และไม่ปล่อยให้ปัญหาสุขภาพภายในลุกลามโดยไม่รู้ตัว
ต้นเหตุของซีสต์รังไข่
สาเหตุเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงที่ไข่ตก มักเกิดขึ้นเมื่อมีรอบเดือนซึ่งเรียกถุงน้ำนี้ว่าถุงน้ำรังไข่ธรรมดา (Functional Cysts) ไม่เป็นอันตรายใดๆ อาจเกิดอาการเจ็บปวดบ้าง แต่ถุงน้ำจะหายไปเอง อย่างไรก็ตาม ยังมีซีสต์รังไข่บางชนิดที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการมีรอบเดือน เช่น ถุงน้ำรังไข่เดอร์มอยด์ (Dermoid Cysts) เดอร์มอยด์ซีสต์เกิดจากเซลล์ที่ผลิตไข่ ภายในถุงน้ำบรรจุเนื้อเยื่อ เช่น เส้นขน ผิวหนัง หรือฟัน ถุงน้ำเนื้องอกซีสตาดีโนมา (Cystadenomas) ซีสต์ชนิดนี้เกิดจากเนื้อเยื่อรังไข่ โดยภายในถุงน้ำจะบรรจุของเหลวหรือเมือก เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriomas) เซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญขึ้นภายนอกมดลูก ทำให้เนื้อเยื่ออาจไปเกาะตรงรังไข่และเจริญขึ้นมากลายเป็นซีสต์ ที่รู้จักกันดีว่า ช็อกโกแลตซีสต์ นั่นเอง หากพบในคนอายุน้อยมักจะเป็นซีสต์ที่รักษาให้หายได้ แต่ถ้าพบในคนวัยใกล้หมดประจำเดือนอาจเป็นซีสต์ผิดปกติที่มีโอกาสเป็นหรือไม่เป็นมะเร็งได้
ประเภทของซีสต์รังไข่
- ซีสต์ที่เกิดขึ้นในระหว่างการตกไข่ (Functional Cyst) พบได้บ่อยที่สุดในผู้หญิง หรือซีสต์ที่เกิดจากการตกไข่บกพร่องภาวะที่รังไข่มีถุงน้ำจำนวนมาก (Polycystic Ovaries)
- โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) หากเป็นโรคนี้เนื้อเยื่อจากเยื่อบุโพรงมดลูกจะไปเจริญขึ้นในบริเวณอื่นของร่างกายรวมถึงรังไข่ ทำให้ปวดรุนแรงและส่งผลต่อการมีบุตร
- ซีสต์ที่เซลล์บนพื้นผิวรังไข่ (Cystadenomas) ซีสต์ชนิดนี้ส่วนมากจะมีของเหลวอยู่ด้านใน
- ซีสต์ที่ภายในมีเนื้อเยื่อลักษณะเหมือนกับเนื้อเยื่อส่วนอื่นๆ ของร่างกาย (Dermoid Cysts) เช่น เนื้อเยื่อผิวหนัง ผม ฟัน เป็นต้น
- มะเร็ง ซึ่งจะมีองค์ประกอบของน้ำและก้อนเนื้อเยื่อต่างๆ เช่น Serous หรือ Mucinous Cystadenocarcinom
ซีสต์รังไข่หรือถุงน้ำรังไข่ แบ่งออกเป็น 5 ชนิด
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะถุงน้ำหรือก้อนของรังไข่ เช่น
- ภาวะไม่ตกไข่เรื้อรัง ทำให้มีถุงไข่โตขึ้นจากของเหลวภายใน และมีจำนวนมาก
- การใช้ยาฮอร์โมนกระตุ้น ทำให้มีถุงไข่เจริญขึ้นจำนวนมาก
- ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ไปนอกมดลูก พยาธิสภาพอาจดำเนินมากขึ้นจนกลายเป็นช็อกโกแลตซีสต์
- ภาวะติดเชื้ออักเสบในอุ้งเชิงกรานเรื้อรังหรือรุนแรง กลายเป็นก้อนฝีหนองของรังไข่หรือปีกมดลูก
- ประวัติเคยมีถุงน้ำหรือก้อนรังไข่มาก่อน
- ประวัติของสมาชิกในครอบครัวเป็นมะเร็งรังไข่ มะเร็งเต้านม หรือมะเร็งชนิดอื่นๆ ที่สัมพันธ์กัน
สัญญาณเตือน…ที่ควรรีบพบแพทย์
ส่วนใหญ่ซีสต์ที่รังไข่ระยะแรกๆ ผู้หญิงส่วนใหญ่จะไม่รู้ตัวและจะไม่มีสัญญาณเตือนหรือมีอาการใดๆ กว่าจะรู้ตัวก็ต่อเมื่อก้อนใหญ่และเกิดภาวะแทรกซ้อนไปแล้ว ถึงแม้ซีสต์บางชนิดอาจไม่ใช่มะเร็งร้ายแต่ก็สามารถก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพและก่อให้เกิดอันตรายได้ ดังนั้น ควรพบสูติ‐นรีแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยและทำการรักษา หากมีอาการดังนี้
- ปวดท้องน้อย
- ปัสสาวะบ่อยขึ้นหรือปัสสาวะลำบาก
- มีอาการหน่วงๆ ท้องน้อย หรือปวดท้องน้อยเฉียบพลัน
- เจ็บหรือปวดขณะมีเพศสัมพันธ์
- มีประจำเดือนผิดปกติ คือ มามาก มากระปริบกระปรอย ปวดประจำเดือนมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละเดือน
- คลำเจอก้อนที่ท้องน้อย
- อาการจากภาวะอื่นๆ ที่เกิดจากภาวะแทรกซ้อนของซีสต์ เช่น
- ภาวะที่มีการบิดขั้วของรังไข่ ตัดการไหลเวียนของเลือดไปยังรังไข่ ทำให้เนื้อเยื่อรังไข่ตายและ/ หรือมีเลือดออก ส่งผลให้มีอาการไข้ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องรุนแรงได้
- ภาวะถุงน้ำหรือก้อนรังไข่แตก อาจทำให้มีเลือดออกภายในช่องท้อง เกิดอาการปวดอย่างรุนแรง หรือช็อค (ความดันต่ำ อ่อนแรง เวียนศีรษะ มือ เท้า และตัวเย็น) ถุงน้ำมีขนาดใหญ่มีความเสี่ยงที่ถุงน้ำในรังไข่จะมีโอกาสแตกจาก การกระแทกบริเวณท้องน้อย หรือออกกำลังอย่างหนักหักโหม
การตรวจวินิจฉัยซีสต์รังไข่
- การซักประวัติ สูตินรีแพทย์จะสอบถามประวัติต่างๆ โดยละเอียดเพื่อหาปัจจัยเสี่ยง เช่น ประวัติส่วนตัว ประวัติประจำเดือน โรคประจำตัว การใช้ยา สมุนไพรและผลิตภัณฑ์อาหารเสริมต่างๆ รวมถึงประวัติของสมาชิกอื่นในครอบครัว ในกรณีที่มีอาการ แพทย์จะซักรายละเอียดของอาการ เช่น ระยะเวลาที่เริ่มมีอาการ ความรุนแรง ความสัมพันธ์กับประจำเดือน สิ่งที่บรรเทาอาการหรือทำให้อาการแย่ลง เช่น กิจกรรม ท่าทาง หรือยา เป็นต้น
- การตรวจร่างกาย ตรวจภายใน เพื่อประเมินช่องคลอด ปากมดลูก ตรวจหาตำแหน่งที่มีอาการปวด และคลำเพื่อประเมินขนาด รูปร่าง และตำแหน่งของมดลูกและรังไข่ผ่านช่องคลอดและหน้าท้อง
- การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound) โดยสามารถตรวจได้ 2 วิธีคือ ตรวจผ่านทางหน้าท้องหรือตรวจผ่านทางช่องคลอดโดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจผ่านทางช่องคลอด (Transvaginal Ultrasound) เป็นการตรวจทางรังสีวิทยาเป็นลำดับแรก จะช่วยประเมินตำแหน่ง ขนาด รูปร่าง จำนวน และลักษณะของถุงน้ำหรือก้อนรังไข่ว่ามีส่วนประกอบของของเหลวหรือก้อนเนื้อตัน/ เนื้อตายที่อาจบ่งชี้ภาวะความเป็นมะเร็งของก้อน มดลูกและสิ่งผิดปกติอื่นๆ ในอุ้งเชิงกราน
- การตรวจทางรังสีวิทยาอื่นๆ เช่น CT scan หรือ MRI
- การตรวจเลือดหาสารบ่งชี้มะเร็งรังไข่ ที่นิยมใช้กัน คือ การตรวจ CA125 ร่วมกับ HE4 สำหรับก้อนหรือถุงน้ำรังไข่ เพราะ HE4 มีความจำเพาะเจาะจงต่อมะเร็งรังไข่มากกว่า CA125 ที่อาจสูงขึ้นในภาวะอื่นที่ไม่ใช่มะเร็ง เช่น ในช่วงหลังของรอบประจำเดือน ภาวะตั้งครรภ์ ภาวะอุ้งเชิงกรานหรือช่องท้องอักเสบ ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เนื้องอกมดลูก เนื้องอกหรือมะเร็งชนิดอื่น ๆ เป็นต้น โดยใช้ร่วมกับคะแนน ROMA (Risk of Malignancy Algorithm) เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยแยกโรค และตรวจพบมะเร็งรังไข่ระยะแรกได้ดีขึ้น โดยเฉพาะมะเร็งชนิดเยื่อบุผิว (Epithelial Ovarian Carcinoma)
วิธีการรักษา ถุงน้ำในรังไข่
ถุงน้ำในรังไข่ปกติจะสามารถหายไปเองได้โดยที่ไม่ต้องเข้ารับการรักษา ทางสูตินรีแพทย์จะแนะนำทางเลือกในการรักษา และทำการตัดสินใจร่วมกัน (shared‐decision making) กับผู้ป่วย โดยคำนึงถึง วัย ภาวะประจำเดือน ความต้องการมีบุตรในอนาคต อาการของผู้ป่วย รวมถึงธรรมชาติหรือพยาธิสภาพที่น่าจะเป็นของถุงน้ำรังไข่ เช่น
- การนัดตรวจติดตาม หากซีสต์มีขนาดเล็ก ลักษณะเป็นถุงน้ำ ไม่มีเนื้อตัน (ไม่สงสัยว่าเป็นเนื้องอก) แพทย์จะแนะนำให้เฝ้าสังเกตอาการ อาจให้ยาบรรเทาตามอาการ และนัดตรวจติดตามอย่างใกล้ชิดเป็นระยะๆ ภายใน 1‐3 เดือน ด้วยการตรวจร่างกาย ตรวจภายในและการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของซีสต์
- การรักษาด้วยยา เช่น การใช้ยาคุมกำเนิดหรือยาฮอร์โมนอาจช่วยในกรณีที่เป็นถุงน้ำที่เกิดจากการทำงานตามปกติของรังไข่ ยาฮอร์โมนสำหรับช็อกโกแลตซีสต์ หรือยาปฏิชีวนะสำหรับถุงน้ำที่เป็นก้อนหนองซึ่งเกิดจากการอักเสบของปีกมดลูก เป็นต้น
- การผ่าตัด พิจารณาผ่าตัดถุงน้ำรังไข่ เพื่อการวินิจฉัยที่แน่นอนและ⁄หรือเพื่อการรักษา ในคนที่มีถุงน้ำรังไข่ขนาดใหญ่ โตขึ้นเร็ว หรือมีอาการมากในคุณผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ที่ยังมีประจำเดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่ไม่อาจระบุชัดเจนจากลักษณะทางคลินิกว่าเป็น functional cysts หรือเนื้องอก หรือคุณผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ซีสต์ยังคงอยู่หรือโตขึ้น ถุงน้ำหรือก้อนที่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา เป็นชิ้นมีเนื้อตันผสม ไม่ว่าจะเป็นเนื้องอกธรรมดาหรือเนื้องอกชนิดร้าย (มะเร็ง) จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดรักษาเอาก้อนออก และส่งตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันข้อวินิจฉัย การผ่าตัดมี 2 แบบ
- ผ่าตัดส่องกล้องสำหรับถุงน้ำที่มีขนาดเล็กและไม่ใช่มะเร็ง
- ผ่าตัดเปิดหน้าท้องกรณีถุงน้ำขนาดใหญ่และมีโอกาสเป็นมะเร็ง
หลังผ่าตัดซีสต์รังไข่ควรปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อให้หายดี?
- หลังผ่าตัด ควรนอนศีรษะสูง งอเข่าเล็กน้อย เพื่อลดการดึงรั้งของแผล
- ห้ามให้แผลเปียกน้ำจนกว่าแผลจะหายสนิท (ประมาณ 7 วัน)
- ควรงดกิจกรรมที่ต้องออกแรงหน้าท้องประมาณ 6 สัปดาห์
- งดมีเพศสัมพันธ์ 1 เดือน
- งดออกกำลังกายหนักหรือยกของเกิน 4 กิโลกรัม เป็นเวลา 1 เดือน
- ระหว่างพักฟื้นควรออกกำลังกายที่ไม่หักโหม เช่น การเดิน
- รับประทานยาตามแพทย์สั่งและอย่าลืมพบแพทย์ตามนัด
- หากมีความผิดปกติ เช่น มีไข้ แผล บวม แดง แฉะ ปวดท้อง มากขึ้น ควรมาพบแพทย์ทันทีไม่ต้องรอให้ถึงกำหนดนัด
ถ้ากำลังตั้งครรภ์แล้วมีถุงน้ำรังไข่จะต้องทำอย่างไร?
ถ้าหากตรวจพบถุงน้ำรังไข่ที่มีขนาดใหญ่ มากกว่า 5 ซม. ในขณะตั้งครรภ์จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการหมุนตัวบิดขั้ว ถ้าไม่ผ่าตัดจะมีโอกาสแท้งได้ สูตินรีแพทย์มักจะวางแผนการผ่าตัดในไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์ เพราะมีความปลอดภัยต่อทารกมากกว่าการตั้งครรภ์ในระยะอื่นๆ แต่ถ้าถุงน้ำรังไข่มีขนาดเล็ก (ไม่เกิน 5 ซม.) และลักษณะที่ตรวจพบโดยอัลตราซาวด์ค่อนข้างมั่นใจว่าไม่น่าจะเป็นมะเร็งรังไข่ ก็สามารถตรวจติดตามขณะตั้งครรภ์ และพิจารณาการรักษาขณะผ่าตัดคลอดหรือหลังคลอด ตามแต่ดุลยพินิจของแพทย์
สำหรับคุณผู้หญิงที่อยากตรวจคัดกรองโรคตั้งแต่เนิ่นๆ โรงพยาบาลพิษณุเวช พิจิตร มีบริการตรวจสุขภาพ อัลตราซาวด์ทางนรีเวช เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนรักสุขภาพค่ะ
ศูนย์การรักษาที่เกี่ยวข้อง
